สมุนไพรนวัตกรรม & โรคระบบทางเดินอาหาร

กรดไหลย้อน กระเพาะอักเสบ หนึ่งในอาการของโรคเสื่อม NCDS นายขมิ้นชันขอแนะนำ นวัตกรรมสมุนไพร หลากหลาย โดยเฉพาะขมิ้นชันที่เหมาะสำหรับการดูแล รักษาสุขภาพ ในผู้ที่กำลังประสบกับปัญหาเกี่ยวกับ กรดไหลย้อน กระเพาะอักเสบเรื้อรัง หรือโรคเสื่อม เช่น ความดัน เบาหวาน ไขมันอุดตัน นวัตกรรมสมุนไพร จากงานวิจัยของคนไทย ที่ได้รับรางวัลจากทั่วโลก ขมิ้นชันที่สามารถละลายน้ำได้ถึง 16,000 เท่า ทำให้ร่างกายนำไปใช้ได้หมด จึงเห็นผลดีและเร็ว (ยังไม่มีบริษัทไหนทำได้ ปัจจุบันได้รับรางวัลมากกว่า 9 เหรียญทอง จากงานประกวดผลิตภัณฑ์นวัตกรรมในระดับนานาชาติ)
นายขมิ้นชันพร้อมให้คำปรึกษาแก่ทุกๆท่าน สนใจ โทร 081 935 9245
ปัญหาที่มักพบบ่อยเกี่ยวกับโรคระบบทางเดินอาหาร มีดังนี้

แผลในกระเพาะอาหาร (Peptic Ulcer)

แผลในกระเพาะอาหารคือ แผลที่เกิดขึ้นบริเวณเยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้น อาการที่พบได้บ่อยคือ ปวดท้อง มักมีสาเหตุมาจากการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร หรือการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดเป็นเวลานาน เช่น แอสไพริน ไอบูโปรเฟน เป็นต้น การสูบบุหรี่ การดื่มแอลกอฮอล์ หรือการรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ดอาจทำให้อาการแย่ลงได้ แผลในกระเพาะอาหารพบมากในผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป หากปล่อยไว้แล้วไม่ได้รับการรักษาจะทำให้อาการรุนแรงขึ้น และเกิดภาวะแทรกซ้อนตามมาได้

▶️อาการของแผลในกระเพาะอาหาร

อาการสำคัญของโรคแผลในกระเพาะอาหารคือ
ปวดท้องหรือแสบที่กระเพาะอาหาร มักมีอาการตอนท้องว่างหรือประมาณ 2-3 ชั่วโมงก่อนมื้ออาหาร อาจตื่นกลางดึกจากอาการปวดหรือแสบท้อง อาการจะดีขึ้นเมื่อรับประทานอาหารหรือยาลดกรด และอาจมีอาการอื่น ๆ ร่วมด้วยดังต่อไปนี้

แสบร้อนกลางอก
คลื่นไส้ อาเจียน
หายใจลำบาก
รู้สึกจะเป็นลม
น้ำหนักลดลง
เบื่ออาหาร
อาหารไม่ย่อย
เรอ แน่นท้อง หรือท้องอืด หลังรับประทานอาหารที่มีไขมันสูง

หากมีอาการข้างต้นควรไปพบแพทย์ เพื่อรับการวินิจฉัย หรือหากยังมีอาการปวดอีกครั้งหลังรับประทานยาลดกรด และ หากอาเจียนเป็นเลือด อุจจาระเป็นเลือด รู้สึกเจ็บแปลบที่ท้อง หรือมีอาการแย่ลง ก็ต้องรีบไปพบแพทย์เช่นกันนะครับ

▶️สาเหตุของแผลในกระเพาะอาหาร
ในระบบทางเดินอาหารจะมีชั้นเมือก (Mucous) เคลือบอยู่ หากปริมาณของน้ำเมือกและกรดไม่สมดุลกัน จะทำให้เกิดแผลที่เยื่อบุของกระเพาะอาหาร หลอดอาหาร และลำไส้เล็กส่วนต้นได้ โรคแผลในกระเพาะอาหารมีหลายสาเหตุดังต่อไปนี้

📌1) เชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร (H. Pylori) จะอาศัยอยู่ในเยื่อบุกระเพาะอาหาร เป็นสาเหตุให้เกิดการระคายเคืองและเพิ่มความเสี่ยงที่ทำให้เกิดความเสียหายจากกรดในกระเพาะอาหาร ติดเชื้อได้กับทุกวัย แต่ยังไม่เป็นที่แน่ชัดว่าเพราะเหตุใดผู้ป่วยบางรายจึงมีความเสี่ยงต่อการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรได้มากกว่าผู้ป่วยรายอื่น ๆ

📌2) การใช้ยาแอสไพริน (Aspirin) ไอบูโปรเฟน (Ibuprofen) นาโปรเซน (Naproxen) รวมถึงยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มยาเอ็นเสด (NSAIDs) อื่น ๆ เป็นเวลานาน ทำให้เกิดการระคายเคืองบริเวณเยื่อบุกระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็ก โดยเฉพาะในผู้สูงอายุและผู้ที่ใช้ยารักษาโรคข้อเข่าเสื่อม รวมถึงการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดร่วมกับยาชนิดอื่น ๆ ได้แก่
ยาสเตียรอยด์ (Steroids) ยาต้านการแข็งตัวของเลือด เช่น เฮพาริน (Heparin) วอร์ฟาริน (Warfarin) ยารักษาโรคซึมเศร้า (Selective Serotonin Reuptake Inhibitors: SSRIs)
เช่น ไซตาโลแพรม (Citalopram) ฟลูออกซิทีน (Fluoxetine) ฟลูวอกซามีน (Fluvoxamine) พาร็อกซีทีน (Paroxetine) เซอร์ทราลีน (Sertraline) ยารักษาโรคกระดูกพรุน เช่น อะเลนโดรเนท (Alendronate) ไรซีโรเนต (Risedronate)

📌3) ปัจจัยอื่น ๆ และพฤติกรรมบางอย่าง อาจเพิ่มความเสี่ยงต่อการเกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ เช่น
การสูบบุหรี่
การดื่มแอลกอฮอล์
การรับประทานอาหารที่มีรสเผ็ด

📌4) ผู้ที่มีอายุตั้งแต่ 50 ปีขึ้นไป พบได้มากขึ้นในผู้ที่มีสมาชิกในครอบครัวเป็นโรคแผลในกระเพาะอาหาร

📌5) ผู้ที่มีระดับแคลเซียมในเลือดสูง (Hypercalcemia)

▶️การวินิจฉัยแผลในกระเพาะอาหาร
แพทย์จะวินิจฉัยจากอาการของผู้ป่วย ประวัติการใช้ยาแก้ปวดต้านการอักเสบในกลุ่มเอ็นเสดและยาอื่น ๆ รวมถึงตรวจร่างกาย เพื่อหาสาเหตุของการเกิดโรค หรือทำการทดสอบต่าง ๆ โดยมีแนวทางดังต่อไปนี้

▶️การทดสอบการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไร ทำได้หลายแบบ เช่น ทางลมหายใจ ทางอุจจาระ หรือทางเลือด โดยมีวิธีการดังต่อไปนี้

▶️การทดสอบเอนไซม์ยูรีเอส (Urease Test) เป็นวิธีที่ใช้ทดสอบมากที่สุดในประเทศไทย ผู้ที่จะเข้ารับการทดสอบควรหยุดยา Proton Pump Inhibitor: PPI ก่อนการทดสอบอย่างน้อย 2 สัปดาห์ เพราะอาจทำให้ผลการทดสอบคลาดเคลื่อนได้

▶️การตรวจหาแบคทีเรียจากอุจจาระ (Stool Antigen Test) โดยใช้ตัวอย่างอุจจาระในผู้ป่วยไปตรวจหาเชื้อแบคทีเรียในห้องปฏิบัติการ

▶️การตรวจหาแบคทีเรียจากเลือด (Blood Test) เพื่อหาสารภูมิต้านทานหรือแอนติบอดี้ต่อเชื้อแบคทีเรีย

▶️การส่องกล้องตรวจทางเดินอาหารส่วนต้น (Gastroscopy) โดยการใส่ท่อขนาดเล็กติดกล้องที่ส่วนปลาย (Endoscope) ผ่านทางปากลงไปยังกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้น หรืออาจมีการตัดชิ้นเนื้อเพื่อนำไปทดสอบการติดเชื้อแบคทีเรียเอชไพโลไรร่วมด้วย

▶️การตรวจกระเพาะอาหารด้วยการกลืนแป้ง (Upper GI Series) เป็นการจำลองภาพของระบบทางเดินอาหารด้วยการเอกซเรย์ร่วมกับการกลืนของเหลวสีขาวที่มีส่วนผสมของแบเรียม ทำให้เห็นภาพของแผลในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กส่วนต้นชัดเจนขึ้น

▶️การรักษาแผลในกระเพาะอาหาร
การรักษาทำได้หลายวิธีขึ้นอยู่กับสาเหตุของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร เช่น การใช้ยา หรือการผ่าตัดในผู้ป่วยที่มีอาการรุนแรง วิธีการรักษามีรายละเอียดแตกต่างกันดังต่อไปนี้

การใช้ยาปฏิชีวนะ เช่น อะม็อกซีซิลลิน (Amoxicillin) คลาริโธรมัยซิน (Clarithromycin) เมโทรนิดาโซล (Metronidazole) ทินิดาโซล (Tinidazole) เตตราไซคลีน (Tetracycline) ลีโวฟลอกซาซิน (Levofloxacin) เป็นต้น ในการรักษาการติดเชื้อจากแบคทีเรียเอชไพโลไรอาจต้องใช้ยาหลายชนิดเช่น สูตรยา Triple Therapy รับประทานต่อเนื่องนานประมาน 10-14 หลังสิ้ดสุดการใช้ยาอย่างน้อย 4 สัปดาห์ ควรกลับมาทำการทดสอบยืนยัน (Confirmation Test) ว่ากำจัดเชื้อแบคทีเรียได้สำเร็จหรือไม่ ด้วยการทดสอบแบบ Non-Invasive: UBT หรือการตรวจอุจจาระ เป็นการตรวจที่ราคาไม่แพงและมีประสิทธิภาพสูง โดยเฉพาะผู้ป่วยโรคแผลในกระเพาะอาหารที่มีเชื้อเอชไพโลไร ผู้ป่วยที่มีอาการอาหารไม่ย่อยเป็นประจำ (Persistent Dyspepsia) ผู้ป่วยมะเร็งต่อมน้ำเหลืองชนิด MALT และผู้ป่วยมะเร็งกระเพาะอาหารระยะเริ่มต้นที่ได้รับการตัดรอยโรคหรือตำแหน่งที่มีความผิดปกติออกแล้ว

การใช้ยา Proton pump inhibitors: PPIs เช่น โอเมพราโซล (Omeprazole) แลนโซพราโซล (Lansoprazole) ราบีพราโซล (Rabeprazole) อีโซเมปราโซล (Esomeprazole) แพนโทพราโซล (Pantoprazole) เป็นต้น เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร หากใช้ยาในปริมาณมากและเป็นเวลานาน อาจทำให้เกิดผลข้างเคียงจากการใช้ยาได้ เช่น วิงเวียน ปวดศีรษะ ท้องเสียหรือท้องผูก ปวดท้อง รวมถึงเพิ่มความเสี่ยงต่อกระดูกสันหลัง กระดูกข้อมือ หรือกระดูกสะโพกหักได้

การใช้ยา H2-Receptor Antagonists เช่น แรนิทิดีน (Ranitidine) ฟาโมทิดีน (Famotidine) ไซเมทิดีน (Cimetidine) เป็นต้น เพื่อยับยั้งการสร้างกรดและรักษาแผลในกระเพาะอาหาร

การใช้ยาเคลือบกระเพาะอาหาร เช่น ซูคราลเฟต (Sucralfate) ไมโซพรอสทอล (Misoprostol) เป็นต้น เพื่อปกป้องเยื่อบุในกระเพาะอาหารและลำไส้เล็กจากการทำลายของกรด

การผ่าตัด มักใช้ในผู้ป่วยที่เป็นแผลในกระเพาะอาหารแล้วไม่เข้ารับการรักษา มีเลือดออกในกระเพาะอาหาร กระเพาะอาหารหรือลำไส้เล็กฉีกขาด เป็นต้น

การป้องกันแผลในกระเพาะอาหาร
การปรับเปลี่ยนพฤติกรรมหรือวิถีชีวิตบางอย่างอาจป้องกันหรือบรรเทาอาการของแผลในกระเพาะอาหาร โดยปฏิบัติตามแนวทางดังต่อไปนี้

♥️รับประทานอาหารที่มีประโยชน์ เช่น ธัญพืช ผัก ผลไม้ โดยเฉพาะผลไม้ที่อุดมไปด้วยวิตามินเอและวิตามินซี รวมถึงอาหารที่อุดมไปด้วยจุลินทรีย์ที่มีชีวิต (Probiotics) เช่น โยเกิร์ต ชีส
หลีกเลี่ยงการดื่มนม เพราะอาจช่วยลดอาการปวดท้องในเบื้องต้น แต่จะเพิ่มปริมาณของกรดในกระเพาะอาหารและทำให้มีอาการปวดที่รุนแรงมากขึ้นในภายหลัง
หากใช้ยาบรรเทาอาการปวดเป็นประจำ ควรปรึกษาแพทย์เกี่ยวกับยาบรรเทาอาการปวดอื่น ๆ เช่น เลือกใช้พาราเซตามอล หรืออะเซตามิโนเฟน เพื่อลดความเสี่ยงของการเกิดแผลในกระเพาะอาหาร

♥️จัดการหรือรับมือกับความเครียดด้วยการออกกำลังกาย ใช้เวลากับเพื่อน หรือทำกิจกรรมต่าง ๆ ที่ชื่นชอบ เพราะความเครียดอาจทำให้อาการของแผลในกระเพาะอาหารแย่ลงได้

♥️หลีกเลี่ยงการสูบบุหรี่ เพราะการสูบบุหรี่จะทำปริมาณกรดในกระเพาะอาหารเพิ่มมากขึ้น และอาจส่งผลต่อเยื่อบุกระเพาะอาหาร

♥️ลดปริมาณหรือหลีกเลี่ยงการดื่มแอลกอฮอล์ เพราะการดื่มแอลกอฮอล์ในปริมาณมากจะไปกัดชั้นเมือกในกระเพาะอาหาร ทำให้เกิดการระคายเคือง เป็นสาเหตุให้เกิดแผลในกระเพาะอาหารได้ และไม่ควรรับประทานยาพร้อมกับการดื่มแอลกอฮอล์

♥️ล้างมือให้สะอาดอย่างสม่ำเสมอและนอนหลับพักผ่อนให้เพียงพอ เพื่อป้องกันการติดเชื้อและเสริมสร้างระบบภูมิคุ้มกันให้แข็งแรง รวมถึงหลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารในช่วงก่อนนอน

(Visited 460 times, 1 visits today)